โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย


                                                                                                                              โดย ศาสนาจารย์ พิษณุ อรรฆภิญญ์
                                                                                                                                    จากหนังสือ บรรพบุรุษแห่งเรา

     ความคิดที่เห็นการณ์ไกลประการหนึ่งของแหม่มโคลก็คือ นิมิตในการย้ายโรงเรียนจากวังหลังมายังทุ่งบางกะปิ ริมคลองแสนแสบ ท่านเห็นแล้วว่า โรงเรียนจะมีอนาคตก็ต้องขยายสถานที่ให้พอกับความต้องการของพ่อแม่ ที่จะให้ลูกๆของตนมาเล่าเรียนมากขึ้นเป็นลำดับ โรงเรียนได้รับการยอมรับแล้วในทุกวงการ ทุกระดับสังคม โดยเฉพาะครอบครัวขุนนางและเจ้านาย ทุกปีจะมีเด็กนักเรียนที่ถูกปฏิเสธ รับไว้ไม่ได้เพราะสถานที่จำกัด ซึ่งก็เป็นนักเรียนจากต่างจังหวัดเสียมาก ดังนั้นความคิดที่จะย้ายโรงเรียนนั้นจึงมีผู้สนับสนุนและเห็นด้วยอยู่มากที่จะให้แหม่มโคลได้ลงมือทำ เพียงแต่ว่าจะย้ายไปไหน
     แหม่มโคลเล่าไว้ว่า ท่านผู้หนึ่งที่รู้เรื่องนี้ และก็มาเสนอขายที่ดิน ก็คือคุณหลวงวิฆเนตรฯ อาจารย์เกื้อ ศาลิคุปต์ เมื่อศึกษาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไปเยี่ยมท่าน แหม่มโคลเล่าความหลังให้ฟังว่า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คุณหลวงวิฆเนตรฯมาหา และรบเร้าให้ท่านซื้อที่ดินบางกะปิไว้ คุณหลวงมาหาทีไรก็พูดแต่เรื่องที่ดิน วันนั้นมิสโคลชิงพูดดักคอเสียก่อนว่า “คงพูดเรื่องที่ดิน” ก็จริงอย่างว่า ซึ่งก็คือที่ดินของท่านที่พระอาจซื้อไว้เพื่อช่วยคุณหลวงวิฆเนตรฯ ลูกศิษย์เลขประจำตัวหมายเลข 1 ของโรงเรียนแพทย์ที่พระอาจวิทยาคมสอนอยู่ โดยพระอาจวิทยาคมขายให้ในราคาต้นทุน แหม่มโคลซื้อโดยไม่มีใครในคณะมิชชั่นเห็นด้วย จึงต้องซื้อด้วยเงินส่วนตัว ท่านกำชับไว้กับอาจารย์เกื้อว่า “อย่าพูดเรื่องนี้กับใครนอกจากว่าฉันตายแล้ว”
   ที่ดินซื้อไว้ในปี 1914/2457 ตึกเรียนหลังแรกสร้างขึ้นในปี 1919/2462 ซึ่งก็มั่นคงแข็งแรงอยู่ให้เราเห็นได้ทุกวันนี้ โรงเรียนกุลสตรีวังหลังย้ายมาที่ทุ่งบางกะปิโดยเรือ ใช้เวลาขน 2 อาทิตย์ เปิดทำการสอนในปี 1921/2464 เปิดคริสตจักรขึ้นเพื่อสนองความต้องการทางด้านจิตวิญญาณของครูและนักเรียนในปี 1922/2465 แหม่มโคลจากสยามไปในปี 1923/2466 ในปีเดียวกันนั้นชื่อของโรงเรียนก็ได้เปลี่ยนไปด้วย ในเดือนมกราคมได้ชื่อใหม่ว่า วัฒนาวิทยาลัย อันเป็นมงคลนามที่ได้จาก พระนางเจ้าสว่างวัฒนา
     แหม่มโคลไม่ประสงค์ที่จะให้สร้างอนุสาวรีย์สำหรับท่าน ดังที่ครูศรีสะอาด บุนนาค ศิษย์เก่าผู้เข้มแข็งท่านหนึ่งได้เขียนไว้ว่า “โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยไม่มีแผ่นโลหะจารึกชื่อมิสโคลไว้เลยสักแห่งเดียว มีแต่ของมิสซิสแฮเรียต เอ็มเฮ้าส์” อนุสาวรีย์ของท่าน ก็คือ ชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป และชีวิตคนที่ได้สร้างคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติและสังคม ดังเช่นเรื่องของพระองค์เจ้าหญิงเฉิดโฉม พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นมิตรสนิทของมิสโคล โดยดอกเตอร์ ยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ ผู้เป็นนายแพทย์ประจำพระองค์เป็นผู้แนะนำ เสด็จพระองค์หญิงโปรดปรานมิสโคลมาก เพราะนอกจากจะได้เรียนภาษาอังกฤษแล้ว มิสโคลยังได้เล่าเรื่องโลกภายนอกที่เสด็จพระองค์หญิงไม่เคยได้รู้ได้ฟังเลยให้ทรงทราบด้วย วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับเสด็จพระองค์หญิงเฉิดโฉมว่า “เฉิดโฉม อะไรทำให้เธอเปลี่ยนไปนะ เธอเคยเป็นคนอารมณ์ร้าย เดี๋ยวนี้เธอเป็นคนละคนไปทีเดียว” เสด็จพระองค์หญิงกราบบังคมทูลว่า หมอยอร์ชกับแหม่มโคลเป็นคนถวายความเปลี่ยนแปลงนี้
     แหม่มโคลซื้อที่ดินจากพระอาจวิทยาคมไว้ 25 ไร่ แล้วท่านก็ซื้อเพิ่มเติมอีก ทีละแปลงสองแปลง อาจารย์ภิญโญ ณ นครเขียนไว้ว่า แหม่มโคลซื้อที่ดินไว้ 18 โฉนด จำนวน 10 แปลง สิ่งที่ท่านไม่ลืมและเป็นหัวใจของท่านก็คือ มีแปลงหนึ่งที่จะเก็บและสงวนไว้สำหรับสร้างโบสถ์ต่อไป
     ในปี ค.ศ. 1924/2467 แหม่มแมรี่ ภรรยาของพระอาจวิทยาคมถึงแก่ความตายโดยวัณโรค ท่านจึงยกที่ดินแปลงที่อยู่ทางตะวันออกของคลอง ซึ่งท่านขุดไว้นั้นให้แก่โรงเรียน จำนวน 17 ไร่ครึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ท่านมีต่อภรรยาท่าน 
                คุณครูศรีสะอาด บุนนาค ได้เขียนไว้ว่า “แหม่มโคลตกลงซื้อที่ดินริมคลองแสนแสบ ห่างจากพระนครไปทางทิศตะวันออกราว 280 เส้น ไม่มีการคมนาคมทางอื่นนอกจากทางน้ำ ด้วยประการฉะนี้ มิสโคลจึงทำหนังสือขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานถนน ซึ่งพระองค์ท่านทรงรับว่าจะพระราชทานให้ พร้อมกับมีพระราชกระแสรับสั่งถามมาอีกว่า ต้องการให้ถนนอยู่ใกล้โรงเรียนเท่าใด ถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ทางรถไฟมาจนถึงถนนวัฒนาเข้าโรงเรียน ควรจะถือได้ว่าเป็นผลงานของมิสโคลอีกอย่างหนึ่ง ถนนวัฒนาควรจะได้ชื่อว่าถนนแหม่มโคล เพราะทุกคนเห็นพ้องกันดังนี้ แต่เจ้าของชื่อก็ไม่ยอมรับ แม้จะชราลงสักปานใดก็ตาม นิสัยถ่อมตัวและไม่ชอบโอ้อวดยังมีอยู่อย่างไรเมื่อแรกมาถึงประเทศไทย จนบัดนั้นซึ่งอยู่ใกล้ในวัยชราแล้ว ก็ยังมีอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง” ตึกเรียนซึ่งมิสโคลเป็นผู้สร้างขึ้นนั้น มีจารึกอยู่มุมตึกว่า Erected 1919 ซึ่งเป็นปีที่สร้างขึ้น มีประวัติและความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่งและมีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าคริสตจักรในประเทศไทยล้วนเกิดขึ้นที่นี้ เงินทุนที่ใช้ในการก่อสร้างนั้น ได้มาจากการบริจาคภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นเงินที่ให้แก่แหม่มโคลด้วยความรู้สึกชื่นชมยินดี และชมเชยในความมานะพยายามของท่าน อาคารหลังนี้ เป็นอาคารเรียนที่ใหญ่ที่สุดของคณะมิชชันนารีสมัยนั้นและต่อมาอีกหลายปี บันทึกของการวางรากอาคารหลังนี้ ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุแสงอรุณ เล่มที่ 25 ฉบับที่ 7 หน้า 68-69 เดือนตุลาคม 1919
     “ตึกเรียนหลังแรกของโรงเรียนใหม่ ซึ่งได้สร้างขึ้นแล้วเสมอพื้นสูงจากดินประมาณ 2 เมตร บางส่วนก็ก่อขึ้นพ้นประตูและหน้าต่าง เป็นตึกใหญ่ชั้นเดียว มีห้องขนาดกว้าง 40 เมตร ยาว 59 เมตร ถึง 20 ห้อง กับมีถังน้ำปูนซีเมนต์สร้างไว้ใต้พื้นบ้าน สำหรับเก็บน้ำฝนพอให้นักเรียนได้รับประทานได้ตลอดปี ตึกหลังนี้นายช่างได้รับเหมาแล้วเป็นราคา 75,000 บาท และสัญญาจะทำให้เสร็จในราวเดือนธันวาคม เงินซึ่งได้เรี่ยรายได้แล้วเป็นจำนวน 22,873.21 บาท แต่ความประสงค์ของมิสโคล จะสร้างตึกหลังนี้ด้วยเงินซึ่งเก็บได้ในสยามทั้งสิ้น จึงจำเป็นเราจะหยุดขอร้องจากสยามยังไม่ได้ จนกว่าตึกหลังนี้จะสำเร็จ
     เมื่อวันที่ 27 กันยายน เวลา 11 ก.ท. ครูโรงเรียนวังหลังและคณะมิชชันนารีทั้งหญิงชาย ซึ่งมาจากหัวเมืองประชุมอยู่ในกรุงเทพ รวมหมดด้วยกันประมาณ 50 คน ได้ออกไปทำพิธีวางหินหัวมุมของโรงเรียนใหม่ ตำบลมักกะสัน มีโปรแกรมดังนี้ อาจารย์แมคคลัวได้เปิดพิธีด้วยถวายคำอธิษฐานแล้ว อาจารย์ดันแลปได้แสดงความเสียใจที่มิสโคลป่วย มาในงานนี้ไม่ได้ จึงขออ่านประวัติย่อของโรงเรียนวังหลัง ซึ่งมิสโคลได้แต่งไว้แล้วให้ฟัง มิสเตอร์สตีล ได้บรรจุกระดาษสำคัญ เช่นรายนามครูและนักเรียนปัจจุบันของโรงเรียนวังหลัง กับรายนามของผู้ที่มาในงานวันนี้ กับประวัติย่อของโรงเรียนวังหลังทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และรูปของมิสโคลลงไว้ในแผ่นศิลาหัวมุม พระอาจวิทยาคมได้กล่าวยืดยาวด้วยความมุ่งหมายของมิสโคลที่จะขยับขยายโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงไทยให้กว้างขวาง จวนเห็นผลอยู่แล้ว เมื่อจบลงอาจารย์คุปเปอร์ได้ถวายคำอธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง จึงบรรดาผู้ที่ยืนประชุมอยู่นั้นได้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระเจ้าขึ้นพร้อมกันเป็นเสร็จพิธี พอดีฝนเชยลงมาต่างคนต่างรีบวิ่งมาที่พัก ซึ่งเตรียมอาหารไว้บริบูรณ์แล้ว พวกเราทั้งไทยและฝรั่งก็นั่งลงรับประทานด้วยกันอย่างรื่นเริง ในขณะที่ฝนตกขั้กๆอยู่ภายนอก เสร็จการเลี้ยงแล้วก็มีการเล่นเกมต่างๆจนบ่าย 4 โมง ก็พากันมาลงเรือกลับบ้านทุกคน”
     เงินที่ได้จาการบริจาค  ซึ่งได้มาจากผู้คนทุกหมู่เหล่า ได้บันทึกไว้อย่างละเอียดลออในจดหมายเหตุแสงอรุณ เล่มที่ 22 ฉบับที่ 10 เดือนมกราคม 1917/2460 ทั้งผู้ที่บริจาคเงินและจำนวนเงิน และที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ บรรดาเจ้านายนั้น ในปีนั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทาน 1,600 บาท ในปี 1921/2464 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ทรงพระราชทาน 1,000 บาท และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ และหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา ทรงพระราชทาน 5,000 บาท จำนวนเงินดังกล่าวแล้วในความคิดของคนปัจจุบัน คงจะเห็นว่าเป็นเงินไม่มากเลย แต่เพื่อที่จะให้เราได้รู้ซาบซึ้งถึงจำนวนเงินเหล่านั้นที่ทรงพระราชทานให้ในสมัยนั้น เราก็ควรจะไปพลิกประวัติศาสตร์ดูรายการผู้บริจาคนั้นมีจำนวนเงินที่ต่ำสุดคือ 5 บาทเป็นต้นไป กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระราชทาน 1 ชั่ง เจ้าพระยายมราช 300 บาท ท่านผู้หญิงยมราช 300 บาท นายเศรษฐี เศรษฐีธร 100 บาท บริษัทอิสเอเชียติค 200 บาท บริษัทเองโกรสยาม 500 บาท
     ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารหลังนี้ได้กลายเป็นโรงพยาบาลของกองทัพญี่ปุ่น มีหลักฐานที่ยังปรากฏคือ ห้องมุมทางด้านเหนือของอาคาร ซึ่งเคยเป็นที่ทำงานของอาจารย์วรรณดี คันธวงศ์นั้น ญี่ปุ่นได้ลาดพื้นเป็นซีเมนต์ไว้ พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นห้องที่ใช้สำหรับศัลยกรรมต่างๆที่ต้องใช้น้ำ
     เนื่องจากห้องประชุมของอาคารหลังนี้ สะดวกและใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ จึงถูกใช้ในงานสำคัญต่างๆ ทั้งกิจการของ คริสตจักรและทางราชการ ที่สำคัญมาก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของคริสตจักรในประเทศไทยก็คือ คณะเพรสไบทีเรียนได้มีนโยบายที่จะมอบงานให้แก่คริสตจักรและคนในท้องถิ่นรับผิดชอบต่อไป จึงได้มีการจัดให้มีการประชุมใหญ่ขึ้น เพื่อแจ้งและแถลงเรื่องนี้ให้คริสตจักรต่างๆที่เพรสไบทีเรียนทำงานอยู่ได้ทราบและเตรียมรับผิดชอบต่อไป                 
แผนการสลายตัว เพื่อเข้าร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่นนี้ได้ทำกันเป็นลำดับเรื่อยมา จนกระทั่งถึงวาระที่สุดยอด ซึ่งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ก็คือการประชุมที่ห้องประชุมของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 1957/2500 ในพิธีอันซาบซึ้งนี้ ผู้แทนของคริสตจักรอเมริกันเพรสไบทีเรียน คือ ดร.ชารส์ ที. เล็บเบอร์ เลขาธิการกองการเผยแพร่นอกประเทศได้กล่าวถึงงานที่คณะมิชชั่นได้ทำมาในประเทศไทย ตั้งแต่ปีค.ศ.1840/2383 มีมิชชันนารีที่มาทำงานในประเทศไทยจำนวน 443 คน จะสิ้นสุดลงในวันที่ 16 สิงหาคม 1957/2500 นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป คณะเพรสไบทีเรียนจะรวมเข้าอยู่ในสภาคริสตจักรในประเทศไทย มิชชันนารีทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การปกครองของสภาคริสตจักรในประเทศไทย วาระอันสำคัญ คือการเข้ารวมอยู่ในสภาคริสตจักรนี้ มิชชันนารีจะเป็นภราดรผู้ร่วมงาน ดร.ชารส์ ที. เล็บเบอร์ได้ลงนามในพิธีสาส์นมอบหมายทุกสิ่งทุกอย่างให้สภาคริสตจักรในประเทศไทย ซึ่งมีศจ.พ่วง อรรฆภิญญ์ ประธานสภาคริสตจักรเป็นผู้ลงนามรับ หลังจากนั้นเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ก็มาถึง คือ เมื่อมิชชันนารีที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยทั้ง 66 คนมายืนอยู่ต่อหน้า ศจ.พ่วง อรรฆภิญญ์ เพื่อแสดงถึงความพร้อมที่จะรับสภาพใหม่ต่อไปในฐานะของภราดรผู้ร่วมงานที่ทำงานอยู่ภายใต้การปกครองของสภาคริสตจักร แล้วหลังจากนั้น มิชชันนารีทั้งหมด ก็หันหน้ามาทางที่ประชุมซึ่งเป็นคนไทยที่เคยทำงานอยู่ในโรงเรียน โรงพยาบาลภายใต้การปกครองของมิชชันนารีเหล่านั้น เป็นเวลาที่ซาบซึ้งใจที่สุด
      เหรัญญิกของคณะเพรสไบทีเรียนครั้งหนึ่งได้เคยแจ้งให้ทราบว่า มูลค่าของทรัพย์สิน ซึ่งเป็นของคณะเพรสไบทีเรียนในประเทศไทย ที่ได้มอบให้แก่สภาคริสตจักรนั้น มากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์
     ในวันนั้น ผู้นำของคริสตจักรไทย ต่างก็รู้สึกตุ๊มๆต่อมๆในหัวใจ เพราะมีความรู้สึกปะปนกันหลายประการ ความรู้สึกประการหนึ่งก็คือ คนไทยจะรับผิดชอบได้ดีเพียงไร และประการที่สอง มีความรู้สึกราวกับว่าพวกเราคนไทยไม่ได้สำนึกในพระคุณของมิชชันนารีที่มีต่อสถาบันและหน่วยงานต่างๆตลอดมา
   ที่ห้องประชุมแห่งนี้ก็เช่นกัน ได้มีการอภิปรายกันถึงนโยบายของสภาคริสตจักรที่จะเลี้ยงตนเอง ปกครองตนเอง และประกาศด้วยตนเอง คริสตจักรจึงได้เริ่มต้นปฏิบัติตามนโยบายนี้เป็นลำดับมา จนในที่สุดสถาบันและคริสตจักรก็สามารถเลี้ยงตนเอง ปกครองตนเอง และประกาศด้วยตนเอง