เรื่องช่วยกันเล่า
จากฝั่งเจ้าพระยาถึงคลองแสนแสบ
ยศวดี รวบรวมและเรียบเรียง
เกริ่นนำ

          วันนี้เมื่อศิษย์เก่าเดินเข้าไปในโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เราจะพบการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโรงเรียนมากมายต่างไปจากสมัยที่พวกเราเคยศึกษา สำหรับคนที่เพิ่งจะจบไป การเปลี่ยนแปลงอาจจะมีไม่มากนัก แต่สำหรับศิษย์อาวุโสหลายรุ่น การเปลี่ยนแปลงอาจจะมากจนแทบจะจำเค้าเดิมไม่ได้ หลายตึกถูกรื้อเพื่อสร้างตึกใหม่ทดแทน มีเพียงตึกเรียนและตึกอำนวยการเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แสดงว่าโรงเรียนของเรามีพัฒนาการการที่ดีขึ้นทั้งด้านวิชาการและสุขอนามัย เรามีตึกเรียนใหม่ทันสมัย ห้องสมุดและห้องแต่งตัว และในเดือนพฤศจิกายน 2550 นี้ เราก็จะมีตึกใหม่อีกหลัง อาคารอายะดา กีรินกุล
          ความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน ไม่ได้มีแต่เพียงอาคารสถานที่เท่านั้น วิถีชีวิตของนักเรียนประจำวัฒนาก็เปลี่ยนไปหลายอย่างด้วย ในขณะที่ศิษย์รุ่นเก่าไม่รู้ว่าชีวิตเด็กประจำวัฒนาวันนี้เป็นอย่างไร มีอะไรบ้างที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากในอดีต นักเรียนปัจจุบันก็อาจจะไม่รู้ถึงชีวิตวัฒนาวันก่อนเช่นกัน
          ผู้เขียนพยายามจะรวบรวมข้อมูลเก่า ๆ จากข้อเขียนและคำบอกเล่าของศิษย์เก่าเท่าที่จะหาได้ เพื่อจะได้บันทึกไว้ให้พวกเราชาววัฒนาได้รู้ว่า กว่าจะถึงวันนี้มีเรื่องราวใดบ้างที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่วันแรกที่มิสซิสบรัดเลย์สอนหนังสือให้แก่เด็กหญิงชาวไทยกลุ่มเล็ก ๆ ในบ้านของเธอ จนกระทั่งเมื่อมิสซิสเฮ้าส์รับชั้นเรียนเด็กหญิงของมิสซิสบรัดเลย์มาสานต่อ เรื่อยไปถึงวันที่มิสโคล์มารับช่วงบริหารโรงเรียนสตรีแห่งแรกในประเทศไทยที่กำลังย่ำแย่ให้กลับฟื้นคืนชีวิต กลายเป็นโรงเรียนกุลสตรีวังหลังที่บรรดาผู้ปกครองนิยมส่งบุตรีมาเล่าเรียนเพื่อให้ได้เป็นศิษย์ของ แหม่มโคล์
          ผู้เขียนขอเชิญชวนให้บรรดาศิษย์เก่าทั้งหลายร่วมกันเล่าเรื่องของ วัฒนาวิทยาลัย ในสมัยของท่านทุกคนส่งมายังผู้เขียนที่สมาคมศิษย์วังหลังวัฒนา บอกชื่อและรุ่นของท่านมาด้วย เพื่อที่เราจะได้เทียบช่วงปีได้ถูกต้อง เราจะช่วยกันเล่าเรื่องโรงเรียนของเราในยุคสมัยต่าง ๆ แล้วนำมาปะติดปะต่อกันจนเป็นภาพใหญ่ว่าวัฒนาวิทยาลัยมีวิวัฒนาการอย่างไร จากวันที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาจนถึงยุคที่มาโรงเรียนทางคลองแสนแสบ ใครที่มีคุณยายคุณย่าคุณป้าคุณแม่ ก็ขอให้ไปช่วยกันสอบถามท่านเหล่านั้นว่า ชีวิตวัฒนา ในสมัยของท่านเหล่านั้นเป็นอย่างไร
          เราจะช่วยกันเขียนเอาไว้เป็นบันทึกของชาววังหลัง-วัฒนา จากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาถึงคลองแสนแสบ
และสำหรับนักเรียนปัจจุบัน อยากจะเชิญชวนให้เขียนเรียงความ “ชีวิตในรั้ววัฒนาฯ ของฉัน” ส่งมาเพื่อเป็นภาพท้ายสุด ของวัฒนาวิทยาลัยในโอกาสที่จะมีอายุครบ 135 ปี ใน พ.ศ. 2552
บทที่ 1 เอมิลี บรัดเลย์ : ผู้ริเริ่มสอนหนังสือเด็กหญิงไทย
         น้อยคนนักที่จะรู้จักชื่อของเอมิลี บรัดลีย์ เหตุผลแรกเพราะเธอเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1845 และเหตุผลสองคือชือเสียงของเธอถูกบดบังด้วยชื่อเสียงของสามี
         เอมิลี บรัดเลย์ไหม หรือ เอมิลี รอยซ์ บรัดเลย์ คือภรรยาคนแรกของหมอบรัดเลย์ ที่คนไทยสมัยก่อนเรียกกันว่า “หมอปลัดเล” เธอเป็นคนแรกที่บุกเบิกการสอนหนังสือให้แก่เด็กหญิงชาวสยาม เธอเปิดชั้นเรียนเล็ก ๆ ในบ้านของตนเองในปี ค.ศ. 1835 นักเรียนของเธอเป็นเด็กหญิงล้วน ๆ มาจากครอบครัวที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น เธอว่าจ้างครูมาสอนให้เด็กหญิงชาวสยามได้อ่านและเขียนหนังสือ เรียนเลขคณิตแบบง่าย ๆ และเรียนรู้การตัดเย็บเสื้อผ้า
         ชั้นเรียนของเอมิลีเป็นการบุกเบิกการให้การศึกษาแก่เด็กผู้หญิงในประเทศสยาม เพราะก่อนหน้านี้มีแต่เด็กชายเท่านั้นที่จะได้เล่าเรียนจากพระสงฆ์ ไม่เคยมีใครคิดว่าจะส่งเด็กผู้หญิงไปเรียนร่วมด้วย ปี ค.ศ. 1835 ซึ่งเป็นปีที่เอมิลีเปิดโรงเรียนเด็กหญิงแห่งแรกในสยามนั้น เป็นปีที่ 11 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ประเทศสยามเพิ่งจะเข้าสู่ยุคที่เรียกได้ว่าสงบสุขเนื่องจากหมดศึกสงครามกับพม่ามาได้ไม่นาน และในรัชกาลนั้นมีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นกวี คือคุณพุ่ม บุตรีพระยาราชมนตรี (ภู่) ที่ได้ชื่อว่า “บุษบาท่าเรือจ้าง” เนื่องจากสามารถบอกสักวาปากเปล่าเก่ง ซึ่งก็ไม่มีหลักฐานว่าคุณพุ่มนั้นจะสามารถอ่านและเขียนได้ด้วยหรือไม่
          ในปี 1835 จึงคงจะไม่มีเด็กหญิงชาวสยามคนใดเลยที่ได้เรียนหนังสือในชั้นเรียน ดังนั้น เอมิลี บรัดเลย์ จึงเป็นคนแรกที่บุกเบิกการสอนหนังสือให้เด็กหญิงและได้ริเริ่มหลักสูตรการศึกษาสมัยใหม่
         เอมิลี รอยซ์ แต่งงานกับนายแพทย์ แดน บีช บรัดเลย์ [ Dan Beach Bradley] ที่อเมริกาหลังจากที่เขาเรียนจบโรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค หมอบรัดเลย์มีความตั้งใจที่จะเป็นมิชชันนารีเพื่อเผยแพร่ศาสนาในต่างแดน ในเวลานั้นทางมิชชั่นต้องการมิชชันนารีที่เป็นแพทย์มาก เขาจึงสมัครเรียนแพทย์และเรียนจบเมื่ออายุ 29 ปี
         นายและนางบรัดเลย์ ออกเดินทางจากเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซ็ทท์ ในปี ค.ศ. 1833โดยเรือใบชื่อ แคชเมียร์ ใช้เวลานานถึง 6 เดือนจึงมาถึงสิงคโปร์ ที่นั่นทั้งคู่ต้องแวะพักอยู่ถึง 6 เดือนเพื่อรอให้หมดฤดูมรสุมจึงเดินทางต่อมายังเมืองบางกอก เอมิลีและสามีเหยียบผืนแผ่นดินสยามในวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1835 ซึ่งเป็นวันที่สามีของเธอมีอายุครบ 31 ปีเต็ม ทั้งคู่ไปพักอยู่ที่บ้านของศาสนาจารย์สตีเฟน จอห์นสัน ที่ย่านวัดเกาะ ( วัดสัมพันธวงศ์) ในสำเพ็งซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวจีน เมื่อสามีของเธอเริ่มงานเผยแพร่ศาสนาไปพร้อม ๆ กับการรักษาพยาบาลผู้ป่วย เอมิลีก็ชักชวนครอบครัวชาวจีนในละแวกนั้นให้ส่งลูกสาวมาเรียนหนังสือที่บ้านของเธอ ชั้นเรียนแรกของเธอมีนักเรียน 9 คน เธอจ้างครูมาสอนเลข อ่าน และเขียน ส่วนตัวเองสอนร้องเพลงและพระคัมภีร์
         โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งแรกของเอมิลีไปด้วยดี เมื่อหมอบรัดเลย์ย้ายไปเช่าที่ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ที่บริเวรหน้าวัดประยุรวงศาวาส โรงเรียนของเธอก็ย้ายตามไปอีก ที่นี่เองทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ ชื่อเสียงของหมอบรัดเลย์เป็นที่ยอมรับในเมืองบางกอก คือเมื่อวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1836 ในงานฉลองวัดประยุรวงศาวาสได้เกิดเหตุดินปืนระเบิดทำให้พระภิกษุรูปหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่แขน หมอบรัดเลย์ได้ทำการรักษาโดยการตัดแขนเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ นับเป็นการผ่าตัดแขนขาผู้ป่วยครั้งแรกในประเทศไทย
          กิตติศัพท์ความสามารถในการรักษาโรคของหมอบรัดเลย์ได้ทราบถึงพระกรรณเจ้าฟ้ามงกุฎ ( พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังไม่เสด็จขึ้นครองราชย์ ) ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดราชาธิวาส จึงมีรับสั่งให้หมอบรัดเลย์เข้าเฝ้าเพื่อถวายการรักษาพระโรคลมอัมพาตที่เกิดแก่พระพักตร์ หมอบรัดเลย์และเอมิลีจึงได้เข้าเฝ้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1836 และต่อมาหมอบรัดเลย์ได้ถวายการรักษาโดยพระโอสถทำให้อาการทุเลาลงมาก ทำให้ทรงโปรดให้หมอบรัดเลย์ได้เฝ้าใกล้ชิดจนโปรดเป็นพระสหายคนหนึ่งในเวลาต่อมา ในปี ค.ศ. 1839 ทรงโปรดให้หมอบรัดเลย์เข้าถวายอักษรภาษาอังกฤษอีกด้วย
          เจ้านายอีกพระองค์ที่ทรงโปรดหมอบรัดเลย์ก็คือเจ้าฟ้าจุฬามณี ( พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 4 ) ส่วนขุนนางที่สนิทสนมกับหมอบรัดเลย์ก็คือ หลวงนายสิทธิ์ ( ช่วง บุนนาค ซึ่งต่อมาคือเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ในรัชกาลที่ 4)
         ชื่อเสียงของหมอบรัดเลย์ดังมากขึ้นหลังจากทำการปลุกฝีป้องกันไข้ทรพิษที่ขณะนั้นเรียกกันว่า โรคฝีดาษ ซึ่งเป็นโรคที่คนไทยเป็นกันมากในเวลานั้นและยังคงใช้วิธีรักษาแบบแทพย์ไทยโบราณ คือใช้สมุนไพร และคนบางส่วนก็ใช้วิธีไสยศาสตร์ หมอบรัดเลย์ได้เริ่มต้นการปลูกฝีเพื่อป้องกันโรค พร้อมทั้งแต่งหนังสือชื่อ ตำราปลูกฝีโค อีกด้วย
         ความสำเร็จในเรื่องการป้องกันไข้ทรพิษทำให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินจำนวนหนึ่งเพื่อให้ซื้อเชื้อหนองฝีโคมาจากสหรัฐฯ มาปลูกฝีให้ชาวสยาม โดยให้แพทย์หลวงมาศึกษาวิธีการปลูกฝีจากหมอบรัดเลย์ด้วย
         แต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยให้หมอบรัดเลยมากที่สุดคือเรื่องการพิมพ์ เมื่อครั้งหมอบรัดเลย์มาแวะที่สิงคโปร์นั้น ได้ซื้อตัวพิมพ์ภาษาไทยและแท่นพิมพ์ไม้ชุดแรกเข้ามาด้วย หมอบรัดเลย์อาจจะมีประสบการณ์ในเรื่องการพิมพ์หนังสือเนื่องจากบิดาที่เป็นทั้งศาสนาจารย์ ทั้งผู้พิพากษา ทั้งเกษตรกร และออกวารสารเพื่อการเผยแพร่ศาสนาด้วย หมอจึงเริ่มต้นพิมพ์เอกสารภาษาไทยเพื่อเผยแพร่ศาสนา และยังรับพิมพ์ใบปลิวและหนังสือต่าง ๆ ตามแต่ที่มีผู้มาว่าจ้าง หมอบรัดเลย์ไม่พอใจในแท่นพิมพ์ไม้ชุดที่ซื้อมานี้ จึงหล่อตัวพิมพ์ภาษาไทยชุดใหม่ขึ้นในปี ค.ศ. 1842 และยังได้นำตัวพิมพ์ใหม่ 1 ชุดไปถวายเจ้าฟ้ามงกุฎด้วย
          ประกาศห้ามสูบฝิ่นและห้ามค้าฝิ่นจำนวน 9,000 แผ่น ที่ทางการไทยมาว่าจ้าง ซึ่งถือเป็นเอกสารของทางการไทยชุดแรกที่พิมพ์ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สมัยใหม่
          ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1844 คณะมิชชันนารีได้จัดพิมพ์หนังสือรายเดือนภาษาไทยฉบับแรกที่ชื่อว่า บางกอกรีคอเดอร์ [ Bangkok Recorder] ออกจำหน่าย นับเป็นความก้าวหน้าด้านสื่อมวลชนครั้งแรกในประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีออกมาจนถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1845 ก็ต้องหยุดเพราะขาดคนทำต่อ และหมอก็กำลังอยู่ในภาวะโศกเศร้าเพราะเอมิลีได้เสียชีวิตลง
          เอมิลีมีสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่แรกที่มาถึงประเทศสยาม แต่เธอก็ทำโรงเรียนต่อมาจนกระทั่งวาระสุดท้าย เธอเสียชีวิตด้วยวัณโรคซึ่งเป็นโรคร้ายที่ชาวสยามในยุคนั้นเป็นกันมาก สาเหตุของโรคเกิดจากการที่ร่างกายอ่อนแอ มีความเป็นอยู่ผิดสุขลักษณะ ไม่ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอ และอาศัยอยู่ในสถานที่แออัด สภาวะเช่นเกิดขึ้นกับครอบครัวของมิชชันนารีได้เช่นกัน เพราะการเป็นมิชชันนารีคือผู้รับใช้พระเจ้า หาใช่การแสวงหาความร่ำรวย เอมิลีที่น่าสงสารเสียชีวิตโดยทิ้งบุตร 2 คนและชั้นเรียนเด็กหญิงไว้ให้หมอบรัดเลย์ดูแล ซึ่งหมอก็ยังดำเนินการควบคุมโรงเรียนน้อย ๆ ต่อไปอีกสองปี จนกระทั่งถึงกำหนดลาไปพักผ่อนที่อเมริกา จึงได้ฝากโรงเรียนเด็กหญิงให้มิสซิสแมตตูน ภรรยาของหมอแมตตูน รับช่วงต่อไป โรงเรียนเด็กหญิงที่เอมิลีก่อตั้งจึงย้ายไปตั้งที่บ้านพักของครอบครัวแมตตูนที่ตำบลสำเหร่ ธนบุรี ที่นี่เองมิสซิสแมตตูนได้รับเด็กชายเข้าเรียนร่วมด้วยโดยให้อยู่ประจำ จึงเป็นกำเนิดของโรงเรียนคริสเตียนสำเหร่ ที่ได้กลายมาเป็นโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนในปัจจุบัน
          ระหว่างที่หมอบรัดเลย์เดินทางกลับไปพักผ่อนที่สหรัฐพร้อมลูก 2 คน ที่สหรัฐฯ ท่านได้แต่งงานใหม่อีกครั้งกับมิสแซรา แบลกเลย์ [ Sarah Blackley] และกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในปี ค.ศ. 1847 และในปี ค.ศ. 1851 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต เจ้าฟ้ามงกุฎ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 และเจ้าฟ้าจุฬามณีขึ้นเป็นพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ใหม่ทั้งสองพระองค์ทรงโปรดปรานหมอ บรัดเลย์มาก จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เช่าที่ข้างพระราชวังเดิม ปากคลองบางหลวง ฝั่งธนบุรี ปลูกเรือนที่อยู่และทำโรงพิมพ์

        แซรา บรัดเลย์ ร่วมมือกับมิสซิสแมตตูนและมิสซิส เจ.ที.โจนส์ สานต่อโรงเรียนเด็กหญิงจนกระทั่งมีชื่อเสียงจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงขอให้พวกเธอมาสอนภาษาอังกฤษแก่สตรีในราชสำนัก ซึ่งต่อมาพระองค์ก็ได้ว่าจ้างให้นางแอนนา ที. เลียวโนเวนส์ มาเป็นครูประจำในราชสำนัก แต่สตรีทั้งสามก็ได้ดำเนินงานโรงเรียนต่อจนกระทั่งส่งมอบงานให้มิสซิส แฮเรียต เอ็ม. เฮ้าส์ ภรรยาของหมอเฮ้าส์
          สำหรับหมอบรัดเลย์นั้น ในครั้งแรกที่หมอบรัดเลย์มาประเทศไทยในฐานะมิชชันนารีนั้น ท่านสังกัดองค์กร เอบีซีเอฟเอ็ม

[ ABCFM: American Board of Commissioners of Foreign Missions] แต่ในปี ค.ศ. 1852 ได้ลาออกและย้ายไปสังกัดองค์กรเอเอ็มเอ [ AMA: American Missionary Association] และได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ทำการรับจ้างพิมพ์หนังสือต่าง ๆ มีทั้งตำราเรียนภาษาไทย เช่น ประถม ก กา แจกลูกอักษร จินดามณี ประถมมาลา ตำราโหร พระราชพงศาวดาร หนังสือกฎหมายวรรณคดีเรื่อง ราชาธิราช และสามก๊ก นิยายจีน เช่น เลียดก๊ก ไซ่ฮั่น ห้องสิน เป็นต้น รวมทั้งนิราศเมืองลอนดอน ซึ่งท่านได้ซื้อลิขสิทธิ์จากอดีตศิษย์ที่เรียนภาษาอังกฤษกับท่าน คือ หม่อมราโชทัย ( หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกุร) เป็นเงิน 400 บาท เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1861 ( นับเป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์ครั้งแรกในประเทศไทย) และพิมพ์ออกจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1861
เอกสารอ้างอิง:
1. หอมรดกไทย “ความสัมพันธ์ไทย-อเมริกัน”
2. ดร.มงคล เดชนครินทร์ “ห้องสมุด” สกุลไทย ฉบับที่ 2635 วันที่ 19 เมษายน 2548
3. ย้อนรอย...200 ปี หมอบรัดเลย์ บิดาแห่งการพิมพ์สยาม คุณูปการแห่งอดีตของวงการพิมพ์ไทย
4. เฉลย บุนนาค “จุดเด่นของวัฒนา” แปลจากบทความภาษาอังกฤษของ ดร.อเลกซ์ ซี. เบอร์
5. เฉลย บุนนาค “วันที่และข้อมูลสำคัญบางประการในประวัติศาสตร์ของโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง-วัฒนาวิทยาลัย” แปลจากบทความภาษาอังกฤษของดร. เอช. ไรเบิร์น
6. ภิญโญ ณ นคร “แลหลังอดีต ประวัติโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง-วัฒนา อย่างสังเขป” พิมพ์ครั้งแรกในหนังสืออนุสรณ์การพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์ประพิธ กุวานนท์ 26 มิถุนายน 2528 พิมพ์ครั้งล่าสุด พ.ศ. 2548
7. ตาด ประทีปะเสน “กำเนิดของการศึกษาในโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง” พิมพ์ครั้งแรก 1 มกราคม ค.ศ. 1948 พิมพ์ครั้งล่าสุด พ.ศ. 2548