แคุณความดีของมิส อี. เอส. โคล์
ที่ได้มีแก่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
 

                                                                นางวิภาชน์วิทยาสิทธิ์ (คุณครูสุวรรณ พุกกะเวส) แสดงในวันเปิดตึกนิลซันเฮสฺ
                                                                                                            เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932)

    

     สำหรับเวลาอันเป็นมงคลพิเศษนี้ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ขอให้ข้าพเจ้ากล่าวถึงคุณความดีของ มิส อี. เอส. โคล์ ที่ได้มีแก่วิทยาลัยนี้ ข้าพเจ้าก็มีความยินดีรับทำตามคำขอ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นความคิดที่ถูกใจข้าพเจ้า เรื่องคุณความดีของ มิส อี. เอส. โคล์นั้น เป็นสิ่งที่ตรึงตราอยู่ในใจของข้าพเจ้าเสมอ
 อาคารโรงเรียนวังหลัง  จำเดิมตั้งแต่คณะมิชชันนารีได้เริ่มคิดจะตั้งโรงเรียนสตรีขึ้นในกรุงเทพฯ ก็ได้จัดซื้อที่ดินแห่งหนึ่งที่ตำบลพระราชวังหลัง และก่อสร้างตึกสองชั้นขึ้นหลังหนึ่ง เวลานั้นนับว่าใหญ่โตมาก ครั้นการก่อสร้างสำเร็จก็ได้เปิดการสอนใน ค.ศ. 1874 คือ พ.ศ. 2417 เวลานั้นแหม่มเฮ้าส์รวบรวมเด็กหญิงได้ประมาณ 10 – 15 คน ให้เป็นนักเรียน เนื่องด้วยอัธยาศัยของแหม่มเฮ้าส์เป็นที่พอใจแก่คนทั้งหลายโดยมาก จึงมีผู้วางใจฝากฝังบุตรหลานให้เข้าเรียน แม้ที่เป็นบุตรท่านผู้มีบรรดาศักดิ์ กล่าวคือ ท่านเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (แสง) ผู้เป็นต้นตระกูล แสง-ชูโต ซึ่งเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ ท่านเป็นผู้แรกที่ได้นำธิดาของท่านถึง 4 คน ไปฝากให้เรียนและอยู่กับแหม่มเฮ้าส์ ทั้งนี้ นับว่าท่านได้นำเป็นตัวอย่างอันดี
           
อาคารโรงเรียนวังหลัง                 ก่อนเพื่อน ต่อมาจึงได้มีผู้นิยมตาม
    รุ่งขึ้นอีกปีหนึ่ง มีจำนวนนักเรียนสูงขึ้นถึง 20 คน เผอิญถึงคราวที่การของโรงเรียนจะต้องแปรปรวนไป ด้วยเหตุที่แหม่มเฮ้าส์ผู้เป็นที่รักและนับถือในหมู่สตรีไทยบังเอิญมีโรค ร่างกายทรุดโทรมลง ไม่สามารถจะทำงานต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องมอบการไว้แก่ผู้อื่นด้วยความอาลัยและลากลับไปสู่ ส.ป.ร. อเมริกา นับเวลาที่หมอและแหม่มเฮ้าส์ได้มาอยู่ในประเทศสยามประมาณ 30 ปี แต่ท่านพึ่งได้รับทำการโรงเรียนภายหลัง
     ในระหว่าง 10 ปีตั้งแต่ได้เปิดโรงเรียนวังหลังมา จำนวนนักเรียนที่มีประจำอยู่ไม่เกิน 30 คนเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้าเองได้เข้าโรงเรียนในปีที่ 9 แห่งอายุของโรงเรียนนั้น เวลานั้นมีครูฝรั่งเพียง 2 คน และครูไทยก็มี 2 คนเท่านั้น
     ในปลายปี ค.ศ. 1885/2428 คือต้นแห่ง 10 ปีที่ 2 นางต๋วนครูใหญ่ฝ่ายไทยก็ลาออก ส่วนครูฝรั่งก็เหลืออยู่คนเดียวทั้งร่างกายก็ทรุดโทรมลงมากด้วย ไม่สามารถจะทำการต่อไปได้ จึงจำเป็นต้องลากลับไป ส.ป.ร.อเมริกา คราวนั้นแหละ ดูเหมือนโรงเรียนจะต้องหมดอายุ จะขาดลมหายใจเสียให้ได้ แต่เคราะห์ยังดีเป็นโชคชาตาของพวกเราที่จะได้รับผลการศึกษา ซึ่งได้งอกงามขึ้นแล้วนั้นให้เจริญเป็นต้นใหญ่ มีรากแก้วหยั่งลงมั่นคงถาวรมาจนถึงวันนี้ ในเวลานั้นเอง มิส อี.เอส.โคล ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายรู้จักและได้ยินชื่ออยู่แล้ว ได้เข้ามารับหน้าที่เป็นอาจารย์ ฐานะของโรงเรียน ซึ่งร่อแร่จวนจะสิ้นลมหรือจวนจะล้มมิล้มแหล่อยู่นั้น จึงกลับฟื้นตัวและแข็งแรงขึ้นได้

 มิสแอนเดอร์สันกับครูและนักเรียนวังหลังรุ่น 1 ค.ศ.1875     ระยะ 10 ปีที่ 2 ก็ได้มิสแฮนเดอร์ซัน คือ มิสซิสแมคคลัวที่เป็นอาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียนเยนเฮส์เม็มโมเรียลที่หัวลำโพงเดี๋ยวนี้ มาช่วยมิสโคลอีกคนหนึ่ง พอได้เป็นสองแรงด้วยกัน แต่ก็ยังไม่เป็นการสะดวกได้ เพราะไม่รู้ภาษาไทยด้วยกันทั้ง 2 คน และเครื่องใช้สำหรับโรงเรียนก็บกพร่องมาก ทั้งสมัยนั้นไม่ได้เก็บเงินค่าเล่าเรียนด้วย มิหนำซ้ำเลี้ยงดูให้เปล่าๆด้วย โรงเรียนยังต้องเอาใจเด็กให้เข้าเรียน ค่านิยมที่ยังไม่ใคร่จะนิยมและไม่รู้คุณประโยชน์
                      
                       มิสแอนเดอร์สันกับครูและนักเรียนวังหลังรุ่น 1 ค.ศ.1875

ของการศึกษา แม้ให้บุตรหลานมาเรียนโดยไม่ต้องเสียเงิน ก็ยังไม่ใคร่จะเต็มใจให้เรียน แต่การที่เจริญมาได้ก็เพราะความฉลาดรอบคอบของมิสโคล ได้มีการปรึกษาหารือกันและเห็นว่าคนไทยก็มิใช่ยากจน กับทั้งมีน้ำใจเป็นกุศลด้วย ถ้าเห็นการศึกษาเป็นประโยชน์แล้ว คงจะเต็มใจที่จะเสียค่าเล่าเรียนและค่าเลี้ยงดูให้แก่บุตรหลานได้โดยมิได้เสียดายเป็นแน่ จึงตกลงกันวางระเบียบไว้ว่า ต่อไปนักเรียนที่มาเข้าใหม่ต้องเสียเงินค่ากินอยู่และค่าเล่าเรียนให้แก่โรงเรียนเดือนละ 5 บาทถ้วน ซึ่งเวลานั้นนับว่าแพงอยู่ ครั้นเปิดเทอมต้นปี มีนักเรียนเหลืออยู่เพียง 16 คนเท่านั้น
     นักเรียนรุ่นแรกที่จบหลักสูตรของโรงเรียนมี 4 คนด้วยกัน ซึ่งเวลานี้ยังเหลืออยู่เพียง 2 คน คือ นางกระสินธ์ทวารานุรักษ์ (แฉ่ง) คนหนึ่ง กับอีกคนหนึ่งคือข้าพเจ้า
     พอถึงปี ค.ศ. 1895/2438 นับเวลาตั้งแต่โรงเรียนได้ตั้งมาแล้วครบ 20 ปี การงานได้เปลี่ยนแปลงไปและเจริญขึ้นมาก คือ มีจำนวนนักเรียนมากขึ้น จนตึกเรียนและตึกที่อยู่สำหรับนอนเต็มหมด จึงบังเกิดความจำเป็นต้องหาเงินมาทำการก่อสร้างต่อไปอีก เวลานั้นท่านอาจารย์ อี.พี.ดันแลพ ซึ่งเป็นมิชชันนารีชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ได้มีความคุ้นเคยชอบพอกับชาวสยามมาก ได้เที่ยวเรี่ยไรเงินตามบรรดาเจ้านายและข้าราชการตลอดจนพ่อค้าคหบดี ก็ได้เงินพอซื้อที่ดินแปลงเล็ก ต่อออกไปอีกทางทิศใต้ของโรงเรียน พอสร้างตึกขึ้นได้อีกหลังหนึ่งกับเรือนเล็กๆพอใช้เป็นสถานศึกษาต่อไปได้อีกส่วนหนึ่ง
     เวลานั้นรายได้ของโรงเรียนที่ได้จากนักเรียนและค่าการฝีมือซึ่งได้ทำขายเวลามีงานปีของโรงเรียน นับว่าพอแก่รายจ่าย เป็นอันว่าโรงเรียนเลี้ยงตัวได้แต่นั้นมา
     นับตั้งแต่ได้มิส อี.เอส.โคลมาเป็นผู้จัดการโรงเรียนแล้ว การงานก็เจริญขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ด้วยความเอาใจใส่ของมิสโคลในหน้าที่จริงๆ กับทั้งเป็นผู้มีความสามารถ บำรุงการให้สตรีไทยได้รับความรู้เท่าเทียมสตรีชาติอื่นๆที่เจริญแล้วด้วย ส่วนวิชาหนังสือก็ได้พยายามจัดให้เข้ารูปตามหลักสูตร เสมอนักเรียนชายของกระทรวงธรรมการ เพราะเวลานั้นโรงเรียนรัฐบาลยังไม่มีนักเรียนสตรี ครั้นต่อมาภายหลัง กระทรวงธรรมการจัดตั้งโรงเรียนสตรีขึ้น มีโรงเรียนศึกษานารี และสตรีวิทยาเป็นต้น ก็ได้ขอครูไปจากโรงเรียนวังหลัง คือ นางทิม อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสตรีวิทยา และโรงเรียนเบญจมราชาลัยเป็นต้น
     ครั้นกระทรวงธรรมการได้จัดให้มีการสอบไล่ประโยคหนึ่งประโยคสอง สำหรับนักเรียนชายขึ้น มิสโคลก็ขอให้นักเรียนวังหลังเข้าสอบด้วย นักเรียนชั้นแรกที่เข้าสอบประโยคสองมี 4 คน คือ (1) หม่อมลิ้นจี่ ในหม่อมเจ้าดนัยวรนุช (2) นางชุมพรบุรีศรีสมุทเขตต์ (3) นางพิสิษฐโลหการ (4) นางสาวตาด ประทีปะเสน ทั้ง 4 คนนี้ได้ทำการเป็นครูมาแล้วทุกคน
     เมื่อปี 1908/2451 ได้ครูฝรั่งมาอีกคนหนึ่ง ชื่อมิสเบอร์ธ่า เบล้าท์ คือนางอาจวิทยาคมเดี๋ยวนี้ ท่านผู้นี้ได้เป็นหัวแรงของ   มิสโคลอย่างมาก ด้วยได้รับหน้าที่อย่างหนักๆหลายครั้งหลายหน คือได้รับหน้าที่อาจารย์ใหญ่แทนมิสโคล เมื่อมีอาการป่วยถึงกับต้องพักการงานเป็นเวลาหลายเดือน และเมื่อมิสโคลได้ออกไปเปลี่ยนอากาศยังสหรัฐอเมริกา ใช่แต่เท่านั้นยังได้ช่วยทำการสำคัญๆ ให้บรรลุถึงซึ่งความสำเร็จเรียบร้อยไปได้มาก เวลานั้นตึกของโรงเรียนซึ่งเป็นที่พักและที่เรียน ณ วังหลังไม่พอสำหรับนักเรียน นักเรียนต่างจังหวัดเข้ามาไม่ได้ ก็ต้องพากันกลับไปเป็นจำนวนมาก ส่วนนักเรียนในกรุงเทพก็ต้องขอฝากล่วงหน้าไว้แต่เนิ่นๆ ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีพอจะรับได้ จึงจำเป็นต้องหาที่ขยายใหม่ เพื่อจะรับนักเรียนให้ได้มากพอแก่ความต้องการ
   ขึ้นปี 1914/2457 ก็ได้จัดการซื้อที่ดินที่เป็นนา ตำบลบางกะปินี้ ซึ่งเป็นที่กว้างขวางพอขยายการงานให้สมความปรารถนาได้ คือชั้นเดิมได้ซื้อที่นาประมาณ 25 ไร่แล้วลงมือถมและก่อสร้างมาจนถึงปี 1921/2464 จึงนับว่าเสร็จพอใช้ได้ ก็ยกครัวมาจากวังหลัง มาอยู่ที่โรงเรียนใหม่นี้ ขนานนามว่า “วัฒนาวิทยาลัย” อันเป็นมงคลนาม ซึ่งเนื่องด้วยพระนามแห่งสมเด็จพระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า
     นับจำเดิมตั้งแต่โรงเรียนวังหลังตั้งมาได้ 45 ปีแล้ว ยกมาอยู่ที่วัฒนาวิทยาลัยนี้ต่อมาได้อีก 13 ปี รวมด้วยกันถึงเดี๋ยวนี้เป็น 58 ปี เมื่อมาคิดถึงความเจริญแล้วก็รู้สึกเห็นความฉลาดของมิสโคลที่ได้เห็นกาลไกลอย่างนี้ ซึ่งได้มองจากวังหลังมาที่ทุ่งบางกะปิ และเห็นว่าต่อไปจะมีเพื่อนบ้านตามๆกันมาอยู่เป็นปึกแผ่นแน่นหนาทีเดียว เดี๋ยวนี้เราก็ได้เห็นความฉลาดของมิสโคลดังกล่าวแล้ว ประจักษ์แก่ตาด้วยกันทุกคน มีพร้อมทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า ถนนหนทาง รถยนตร์แล่นไม่ได้ขาด

     เมื่อครั้งแรกๆที่กำลังทำการก่อสร้างอยู่นั้น มีท่านผู้ใหญ่บางท่านได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “นี่แหม่มโคลแกอุตริอย่างไร จึงไปทำโรงเรียนอยู่นอกบ้านนอกเมือง จะเอาอะไรให้เด็กกิน ใครเขาจะให้ลูกเต้าของเขาไปเรียน มันไกลถึงอย่างนั้น ในเมืองมีที่ทางถมไปแกไม่ชอบ แกคิดของแกอย่างไร” ข้าพเจ้าก็นิ่งฟัง ครั้นเดี๋ยวนี้สิเป็นอย่างไรบ้าง สภาพที่ปรากฏเดี๋ยวนี้เห็นว่าตรงกันข้ามกับสมัยนั้นมากทีเดียว ก็เมื่อปรากฏเช่นนี้ จะไม่น่าชมความคิดความฉลาดของมิสโคลหรือ มิสโคลได้ทนความยาก ความลำบาก โดยทำการอย่างเหน็ดเหนื่อยตรากตรำมาในเมืองไทยถึง 43 ปี จึงได้กลับออกไปอยู่บ้านเกิดเมืองนอน ถึงกระนั้นการที่ออกไปนั้นก็มิได้ไปโดยละทิ้งการทางนี้เลย ไปเพราะจำเป็นแท้ๆ แต่น้ำใจของมิสโคล์ยังผูกพันอยู่กับโรงเรียนนี้เสมอ ด้วยมีความอาลัย มีความรักเป็นห่วงเป็นใย เคยมีจดหมายถามข่าวคราวถึงนักเรียนเก่าและการเป็นไปของโรงเรียนนี้เสมอมิได้ขาด ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วนี้ ข้าพเจ้านับว่าเป็นคุณความดีของมิสโคล์ผู้มีคุณได้มีอยู่แก่พวกเรานักเรียนเก่า นักเรียนใหม่ กับทั้งนักเรียนที่จะเข้ามาใหม่ต่อๆไปด้วย