งานคืนสู่เหย้า - เรารักวัฒนา

 


          รายงานโดย สุจีพันธุ์ สังขดุลย์

          งาน WWA Homecoming Camp หรือ งานคืนสู่เหย้า-เรารักวัฒนาถือเป็นความคิดริเริ่มของอาจารย์วรรณดี คันธวงศ์ อดีตอาจารย์ใหญ่ที่ยังทำกิจกรรมให้แก่โรงเรียนแม้อายุล่วงเลยมาถึง 90 ปีในปีนี้ ท่านอยากให้จัดงานโฮมคัมมิ่งอีกครั้งหลังจากที่หายไปกว่า สิบห้าปี ซึ่งนายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา คนปัจจุบัน คุณพงษ์ทิพย์ เทศะภู และคณะ พร้อมรับและดำเนินการเป็นที่ชื่นมื่นกันเรียบร้อยไปแล้วเมื่อวันที่ 26 -27 มีนาคมที่ผ่านมานี้

 

 

          ปกติชาววัฒนาฯ จะกลับมาโรงเรียนทุกปีอยุ่แล้วในงาน วังหลัง-วัฒนาแฟร์ ซึ่งจัดมาต่อเนื่อง ถือเป็นงานฤดูหนาวที่คุ้นเคย หากแต่ว่าในปีนี้ โฮมคัมมิ่งของชาววัฒนาฯถือเป็นการกลับมาอยู่บ้านหลังที่สองอีกครั้งหลังจากที่แยกย้ายห่างกันไปหลายสิบปี ต่างคนได้หวนรำลึกความหลังครั้งที่เป็นนักเรียนประจำกระโปรงแดง การกลับมาของศิษย์เก่าครั้งนี้ไม่เพียงแต่มากราบคุณครู เฮฮาสังสรรค์กับเพื่อนฝูง แต่ยังได้มาสัมผัสบรรยากาศเก่าๆที่ต้องอยู่ประจำเป็นนักเรียนกินนอน ทุกอย่างยังต้องทำตามกฏกติกา ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เข้านอน โดยมีพี่เวรคอยดูแลและตีระฆังให้สัญญาณ

 

          นับเป็นงานโฮมคัมมิ่งที่อบอุ่นตามประสาพี่ๆน้องๆ กว่า 300 คน รวมตัวกันกันตั้งแต่รุ่น64 ถึงรุ่น125 ในวันนั้น ท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช, คุณจีรวัสส์ ปันยารชุน ได้ให้เกียรติมาเป็นอดีตนักเรียนวัฒนาฯรุ่นใหญ่ มาพร้อมๆกับลานทิพย์ ทวาทศิน อดีตนายกฯ ศิษย์วังหลัง-วัฒนา และณฤดี เคียงศิริ พรั่งพร้อมด้วยเหล่าเซเลบ พีรนุช ต.สุวรรณ,พิมพวรรณ ลิมปิชาติ, บุปผา กิ่งชัชวาลย์ , ฤทัยวรรณ โต๊ะทอง, นี่ยังไม่นับบรรดานักธุรกิจสาว แพทย์หญิง ทันตแพทย์ ที่ยินดีประมูลโต๊ะนักเรียน ราคาโต๊ะละหนึ่งแสนกว่าบาท ไปคนละโต๊ะสองโต๊ะ รวมทั้งนักโฆษณาก้อปปี้ไรท์เตอร์มือทอง จันทนีย์ พงษ์ประยูร เจ้าของเพลงสายชล มาสร้างสีสันความสุข

          บรรยากาศเก่าๆเริ่มขึ้นเมื่อทุกคนต้องเข้าโรงเรียนทางตึกอนุสรณ์เอ็ดน่าโคลล์ (ตึกอำนวยการ) ทุกคนที่เข้ามาในงานต้องผ่านจุดตรวจกระเป๋า เหมือนสมัยเรียนทุกประการ จากนั้นอดีตนักเรียนประจำทั้งหลายก็จะนำสัมภาระของใช้ส่วนตัวไปเก็บที่ห้องตู้ ก็คือห้องเก็บเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัว ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เดินชมตึกต่างๆในโรงเรียน รวมถึงการชมพิพิธภัณฑ์บนชั้นสองของตึกอนุสรณ์เอ็ดน่าโคลล์ ซึ่งจัดแสดง ห้องเรียนในอดีต โต๊ะนักเรียนเก่าแก่ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษแบบโต๊ะเราเก้าอี้เพื่อนขาเหล็กดัดลายสวยงาม ,ระฆังทองเหลืองเก่าแก่นับร้อยปี , ตู้เก็บเสื้อผ้าไม้สักซึ่งเก็บเสื้อนักเรียนของท่านผู้หญิงคุณหญิงมาหลายคน ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์วังหลัง-วัฒนาฯ เปิดให้บุคคลทั่วไปชมได้ทุกวันบ่ายวันศุกร์

          เวลาที่หลายคนรอคอยเห็นจะเป็นเวลาอาหารกลางวัน อาหารว่าง และอาหารเย็น ที่หลายคนอยากจะรู้ว่าเมนูเด็ดของวัฒนาฯที่คุยนักคุยหนาว่าฝีมือไม่มีเปลี่ยน ซึ่งเมนูที่ว่าก็คือยำทวาย แกงเทโพ ปลาก้อน ก๋วยเตี๋ยวแดง แกงขยะ ไข่ระเบิด มันเชื่อม สูตรลับที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนก็รู้กันวันนี้ว่าที่อร่อยก็เพราะกระทะใบบัวที่ต้องทำอาหารในปริมาณมากๆ น้ำมันร้อนๆจำนวนมากๆตอกไข่ไปปุ๊บไข่สุกทันที พร้อมทั้งเปิดตัวแม่ครัว 3 คน แต่ละคนอายุย่าง 60 ปี ทุกคนในห้องอาหารพร้อมใจกันปรบมือให้ ก่อนรับประทานอาหาร ก็ไม่ลืมที่ขอบคุณพระเจ้าด้วยการร้องเพลงโมทนาขอบคุณพระเจ้าพร้อมกัน

          หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนเต็ม ในการอยู่ด้วยกันอีกครั้งตามประสาพี่ๆน้องๆ เพื่อนฝูง ครูเวร พี่เวรกิจกรรมเก่าๆการจัดแข่งกีฬาสี ในช่วงสั้นๆ รวมถึงการจัดงานบนเวทีภาคค่ำที่จัดการประกวด โฮมคัมมิ่งควีน ซึ่งผู้ชนะการประกวดคือคุณกฤติยา ล่ำซำ รุ่น107 ได้ชนะใจคุณครูซึ่งเป็นกรรมการด้วยการตอบคำถาม ว่าสิ่งสำคัญที่ครูสอนให้กับการเป็นนักเรียนวัฒนานั่นคือ ความอดทน ซึ่งถูกต้องตรงใจครูมาก เด็กวัฒนาฯทุกคนโตมากับความอดทน แม้ทุกวันนี้เด็กเล็กระดับอนุบาลเล็กๆยังถูกฝึกให้เข้าแถวทำกิจกรรมยามเช้าเคารพธงชาตินานมาก จนผู้ปกครองสงสัย แต่คำตอบก็คือการฝึกให้เด็กรู้จักอดทน ยังมีคุณสมบัติของนักเรียนวัฒนาฯอีกหลายอย่างนอกเหนือจากความอดทน นั่นคือ ความซื่อสัตย์ ความเป็นกุลสตรี ทุกคนต้องทำงานบ้านเป็น ปูที่นอนเป็น นอกเหนือจากความสามารถหลักซึ่งคือการคิดเร็ว ทำเร็ว

          การได้กลับมาอยู่บ้านหลังที่สองอีกครั้งจึงไม่ใช่แค่ความสนุกสนานเฮฮา แต่นั่นคือการได้หวนรำลึกคุณธรรม สิ่งดีๆที่ได้รับจากที่นี่ ที่ๆทำให้ผู้หญิงกว่า 15,000 คน ใน 130 รุ่น ได้ทำหน้าที่เคียงบ่าเคียงไหล่ชาย เป็นครูบาอาจารย์ ได้รับยกย่อง มีเกียรติมียศ ทำหน้าที่ภรรยาและแม่ได้อย่างดีเลิศ เพราะทุกคนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นศิษย์วังหลัง-วัฒนา